สอบถามเพิ่มเติม โทร 080-058-4464 studist@studist.co.th

รู้หรือไม่? ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 บางท่านอาจคิดว่าจะทำให้ทุกธุรกิจซบเซาไปซะหมด แต่แท้จริงแล้วยังมีบางธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างน่าอิจฉา รวมถึงมีแนวโน้มที่จะไปต่อได้ดีแม้จะผ่านพ้นวิกฤตไปแล้วก็ตาม วันนี้ทีม Teachme Biz จะขอพาทุกคนไปส่องกลุ่มธุรกิจสุดปังที่มาแรงแซงโค้งชัวร์หลังปลดล็อคดาวน์!

1. ธุรกิจเพื่อสุขภาพและอาหารเสริม จากผลสำรวจของ “ดุสิตโพล” ระบุว่า “คนไทย 45.39% หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น” ซึ่งสังเกตได้จากสินค้าที่เป็นที่นิยมในช่วงนี้เช่น หน้ากากอนามัย-หน้ากากผ้า เจลล้างมือ อุปกรณ์สำหรับออกกำลังกาย อาหารเสริมและวิตามิน เป็นต้น

2. ธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ ขนส่ง และ E-commerce เนื่องจากสถานการณ์ที่ทำให้ต้องระมัดระวังในการออกจากบ้านมากขึ้น ทำให้การสั่งซื้ออาหารแบบเดลิเวอรี่ รวมไปถึงการสั่งซื้อของทางออนไลน์ที่ส่งให้ถึงบ้านเป็นทางเลือกที่คนใช้บริการอย่างมาก โดย ‘GrabFood’ เปิดเผยว่ายอดการสั่งอาหารมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 3 เท่า!

3. ธุรกิจดิจิทัล เอ็นเตอร์เทนเมนท์ การกักตัวอยู่บ้านทำให้คนเกิดความเบื่อหน่ายจึงทำให้ธุรกิจบันเทิงปังไม่หยุด อย่าง TikTok มีคนดาวน์โหลดมากกว่า 2 ,000 ล้านครั้ง Netflix มีผู้ใช้รายใหม่เพิ่มมาก 2 เท่าตัว รวมถึงธุรกิจเกมต่างๆ อีกด้วย

4. ธุรกิจเครื่องสำอางและความงาม แม้ในภาพรวมจะไม่ได้เติบโตเหมือนกลุ่มอื่น แต่พบว่ามีผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (skin care) บางประเภทเติบโตได้ดี รวมถึงสินค้าที่สอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19 เช่น ผลิตภัณฑ์ย้อมสีผม เนื่องจากร้านทำผมปิดชั่วคราว ทำให้คนต้องทำสีผมเอง เป็นต้น

กลยุทธ์ฟื้นธุรกิจสู่ New Normal

อย่างไรก็ตามหากปลดล็อคดาวน์เต็มรูปแบบเมื่อใดทุกธุรกิจควรต้องมีกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจที่รองรับต่อสถานการณ์เอาไว้รวมถึงเข้าถึงพฤติกรรม New Normal ที่ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่าจะมีอะไรบ้าง แล้วจะเป็นพฤติกรรมชั่วคราวหรือถาวรกันแน่ ดังนั้นหนึ่งในคีย์สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างราบรื่นท่ามกลางความไม่แน่นอนครั้งนี้ก็คือการจัดการระบบการทำงานภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพนั่นเอง ในที่นี้ Teachme Biz ก็จะขอยกตัวอย่าง 3 ระบบการทำงานที่ต้องปรับปรุงเพื่อตอบรับ New Normal ดังนี้

1. Remote Working

ด้วยภาวะที่ยังไม่มีความแน่นอนฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงควรตระหนักถึงการรักษาสมดุลการทำงานของพนักงานเอาไว้ให้ได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพดีอย่างสม่ำเสมอ อย่างเช่น อาจมีนโยบายที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ WFH ได้ตามสถานการณ์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการทำงานนอกสถานที่ได้ หรือบางองค์กรที่ได้ทดลองใช้นโยบาย WFH ในช่วงการระบาดไวรัส COVID-19 ที่ผ่านมาแล้วพบว่าเอาท์พุทของการทำงานอาจไม่ต่างจากรูปแบบเดิมสักเท่าไหร่นัก เพียงแต่ต้องปรับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกให้พนักงานมากขึ้นนั้น ก็จะยิ่งได้เปรียบองค์กรอื่น เพราะเชื่อได้เลยว่า Remote Working จะต้องเป็น New Normal ที่อยู่กับเราไปอีกนานแน่นอน

2. Digital Platforms 

จากวิกฤตที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้แล้วว่าการสำรองข้อมูลหรือการมี Digital Platforms ที่ทำให้สามารถทำงานออนไลน์ได้เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อได้อย่างราบรื่นในทุกสถานการณ์ ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลง เช่น ไม่จำเป็นต้องอยู่ออฟฟิศก็ทำงานได้ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็ว ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่าหรือดีกว่าการทำงานแบบออฟไลน์ เรียกได้ว่า Digital Platforms ช่วยส่งเสริมการบริหารงานขององค์กรให้ราบรื่นทุกสถานการณ์ อำนวยความสะดวกให้กับคนทำงานให้เข้าถึงข้อมูล (Data) วิธีทำงาน (Know-how) ตลอดจนจัดการความรู้ในองค์กร (Knowledge Management)  ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากขึ้น 

3. ด้านการลดค่าใช้จ่าย

อีกสิ่งหนึ่งที่ธุรกิจควรคำนึงถึงเสมอ คือ การรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เพียงพอ เพราะการจะประคับประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปอาจจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวมากกว่า 6 เดือนก็อาจเป็นได้ ดังนั้นส่วนไหนยังไม่จำเป็นต้องใช้ก็ควรชะลอการจ่ายออกไปก่อน แต่การลดค่าใช้จ่ายอาจไม่ได้หมายถึงการไม่จ่ายเสียเลย แต่เป็นการเลือกจ่ายสิ่งที่ให้คุณค่ากลับมาเป็นสิ่งที่ดีกว่า หรือสิ่งที่สามารถประหยัดได้มากกว่า เช่น การเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน ครอบคลุมทุกสถานการณ์ของการทำงาน และยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย (อ่าน Teachme Biz เสนอ 3 ต้นทุนที่ต้องลด รับเศรษฐกิจหลัง COVID-19 ประกอบ)

ทั้ง 3 ข้อที่ทีม Teachme Biz ยกมาให้ดูในวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทุกธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์และกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของตนเองต่อไป ซึ่งแต่ละธุรกิจเองก็ควรไปประเมินต่อว่ามีจุดที่ธุรกิจคุณควรปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอีกหรือไม่? สุดท้ายหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านและถ้าไม่อยากพลาดข่าวสารดีๆ ที่เราจะนำมาอัพเดตในครั้งต่อไป อย่าลืมติดตามเราได้ที่ Facebook Fan Page : TeachmeBizAsia

Teachme Biz - Visual SOP Management Platform คือระบบจัดการคู่มือออนไลน์ที่จะเปลี่ยนการจัดการของทั้งคู่มือการทำงาน, Work Instruction, Workflow, หรือ SOP ที่แสนยุ่งยากให้ง่ายด้วยสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว เข้าใจง่ายด้วยภาพและวิดีโอแบบ step-by-step (Visual-based) เก็บคู่มือการทำงานของทั้งองค์กรไว้บนออนไลน์ ง่ายแต่ปลอดภัยในการเข้าถึง เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างมาตรฐาน และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรคุณ

คู่มือการทำงาน, Work Instruction, Workflow, หรือ SOP (Standard Operating Procedures) คือสิ่งที่จะอธิบายและจัดลำดับขั้นตอนการทำงานให้เป็นรูปธรรม แยกแต่ละงานให้ชัดเจนเพื่อรักษาคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการทำงาน  ซึ่ง Visual Workflow จะไม่ใช้แต่ตัวหนังสือเหมือน Workflow แบบเก่า แต่จะใช้ภาพและวิดีโออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการสื่อสารที่เข้าใจง่าย เสริมประสิทธิภาพให้คุณสามารถสร้างคู่มือที่ใครดูก็เข้าใจ 

ท่านใดต้องการสร้างคู่มือที่ใช้งานได้จริง หรือต้องการสร้างมาตรฐาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น ติดต่อ “Teachme Biz” ได้เลยนะคะ

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

“บริหารคลังให้เป็นตังค์” เทคนิคการปรับปรุง Supply Chain ของโรงงาน OEM

“บริหารคลังให้เป็นตังค์” เทคนิคการปรับปรุง Supply Chain ของโรงงาน OEM

ในช่วง 3-4 เดือนของการระบาดของไวรัสโคโรน่าที่ผ่านมา มีหลายธุรกิจที่ตายจากไป แต่ขณะเดียวกันก็เกิดธุรกิจ SMEs แบรนด์ใหม่ๆ มากมาย ที่เห็นได้ชัดเจนคือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางค์ เสื้อผ้าและของใช้ในบ้าน ที่ขายดิบขายดีกันทั้งโซเซียลเน็ตเวิร์ค...

Teachme Biz เสนอ 5 เทคโนโลยี ช่วยสนับสนุน Logistics และ Supply chain

Teachme Biz เสนอ 5 เทคโนโลยี ช่วยสนับสนุน Logistics และ Supply chain

ฟังเลย! => “ปัญหาและทางออกของ Logistics และ Supply chain by Teachme Biz”ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ที่แพร่ระบาดทั่วโลกมากกว่า 4 เดือนนี้ส่งผลให้หลายประเทศ...

5 เหตุผลที่ธุรกิจ B2C ต้องทำการตลาดบน TikTok ! พร้อมวิธีเช็คก่อนใช้

5 เหตุผลที่ธุรกิจ B2C ต้องทำการตลาดบน TikTok ! พร้อมวิธีเช็คก่อนใช้

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด19 ที่ผ่านมา เกือบแทบทุกบริษัทคงหนีไม่พ้นการออกนโยบาย Work from Home แก่พนักงาน ซึ่งข้อดีก็คือเมื่อเราไม่ต้องเดินทางออกไปไหน ก็มีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวมากขึ้น จึงมีพฤติกรรมใหม่ๆ หรือที่หลายคนเรียกว่า New Normal หลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงนี้...